ประวัติบรรจุตำรวจแห่งชาติ
1ผู้กำกับการ พันตำรวจเอก สันติ ชูเชิด.ส.4๒๒๐๒ ๑๑๒๐๔ ๐๐๙๙พระราชทานยศพากันตัดหญ้าเด๋อ หญ้าท้วมโรงพักเชียงคานแล้ว2พันตำรวจโทวิศิษฎ์ ทองโม้๒๒๐๓ ๑๑๒๐๔ ๐๐๗๗ผู้พิพากษาฎีกา,สวปเกรดรายวิชา จบละ ทำไม่เป็นศาลปกครองการไฟฟ้า 3ชุดออกปฎิบัติ ผู้กองชวลิต เวรสวัสดิ์๒๒๐๓ ๑๑๒๐๔ ๐๐๗๘ชุดออกปฎิบัติร้อย ตชด นายกองค์กร4หัวหน้าฝ่ายผลิตสิบตรีธรรมนูณ อุปโครต๒๒๐๔ ๑๑๒๐๔ ๐๐๘๕หัวหน้าฝ่ายผลิต ดูแลสถานที่ผลิตวังสะพุง5หัวหน้าฝ่ายผลิต สิบโทรัตน์ศาสตร์ สิทธิ์วงค์๒๒๐๕ ๑๑๒๐๔ ๐๐๕๑หัวหน้าฝ่ายผลิต ดูแลสถานที่ผลิตเชียงคานประวัติบรรจุสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กับการประกอบสร้างสถานะอัน "ล่วงละเมิดมิได้" (พ.ศ. 2557)โดย นพพล อาชามาส สถานีย่อย: ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กับการประกอบสร้างสถานะอัน "ล่วงละเมิดมิได้"1นพพล อาชามาสบทคัดย่อบทความนี้พิจารณาการเปลี่ยนแปลงความหมายของข้อหา "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" หรือความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในสังคมไทย โดยเสนอว่าการพิจารณาข้อหานี้ มิสามารถกระทําได้เพียงการพิจารณาความเปลี่ยนแปลงในตัวบทกฎหมาย แต่ความหมายของการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพยังมีความแปรเปลี่ยนเรื่อยมาตามรูปแบบของรัฐ สถานะบทบาทของสถาบันกษัตริย์และการประกอบสร้างอุดมการณ์ในช่วงต่างๆ อีกทั้งการตีความเชื่อมโยงข้อหานี้เข้ากับสถานะ "อันล่วงละเมิดมิได้" ของสถาบันกษัตริย์ก็เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา โดยการเชื่อมโยงในลักษณะนี้ภายใต้อุดมการณ์กษัตริย์นิยมในบริบทความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน ทําให้ความผิดข้อหานี้ถูกตีความให้ความหมายขยายความอย่างกว้างขวาง และส่งผลถึงการจํากัดเสรีภาพการแสดงออกในสังคมไทย
คําสําคัญ: หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, อันล่วงละเมิดมิได้, สถาบันพระมหากษัตริย์
AbstractThis article considers the changing definition of lèse majesté law or Article 112 of the Criminal Code in Thailand. This article suggests meaning of this law cannot be considering only in the text but content of the law has also been subject to change depending on the format of the state, status and role of the monarchy and the construction of the ideology in different times. Moreover, the interpretation of this law linked with an “inviolable” of the monarchy just has been constructed in the few decades. That links under royalist ideology in the current political context, makes lèse majesté has been interpreted extended widely and has been affecting to freedom of expression in Thailand.
Keywords: Lèse Majesté, Article 112 of the Thai Criminal Code, Inviolable, Monarchy
บทนำ
"ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นบทบัญญัติที่เสริมให้รัฐธรรมนูญมาตรา 8 มีผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง จึงไม่มีมูลกรณีที่จะอ้างว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 8 ได้"(คําวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญที่ 28-29/2555 10 ตุลาคม 2555)ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยที่ ดําเนินมาเกือบทศวรรษนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าการถกเถียงในเรื่องประมวลกฎหมายอาญามาตรา 1122 หรือข้อหา "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"3 นั้น เป็นประเด็นปัญหาใจกลางสําคัญอย่างหนึ่งันเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับการขยายตัวของการกล่าวหาและบังคับใช้ข้อหานี้เพิ่มมากขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นมีทั้งในแง่มุมของปัญหาการตีความกฎหมาย ปัญหาการบังคับใช้ ปัญหาในกระบวนการยุติธรรม บริบททางสังคมการเมืองที่ทําให้เกิดการใช้ข้อหานี้เพิ่มขึ้น หรือผลกระทบทั้งต่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาและต่อสังคมโดยรวมในด้านต่างๆ
กล่าวเฉพาะในด้านของการตีความข้อหานี้ กระแสแนวโน้มประการหนึ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ชัดเจนในหมู่บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม และนักกฎหมายที่พยายามอธิบายให้ความชอบธรรมกับข้อหานี้ คือชุดคําอธิบายและการทําความเข้าใจข้อหามาตรา 112 นี้ ในฐานะรูปธรรมของบทบัญญัติมาตรา 8 ใน รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่ระบุว่า "องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟิ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้"4 หรือเป็นข้อหาที่ทําให้มาตรา 8 นี้เกิดผลในทางปฏิบัติ
การตีความลักษณะนี้ ปรากฏทั้ งในคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คําพิพากษาหลายกรณีในคดีมาตรา 112 ในช่วงที่ผ่านมา ในบทความและคําอธิบายของนักกฎหมายคนสําคัญในเมืองไทยหลายคน ดังเช่น มีชัย ฤชุพันธุ์ (2555) ที่เสนอว่าบทบัญญัติในลักษณะมาตรา 8 ของรัฐธรรมนูญ 2550 นั้นมีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกในปี 2475 แล้ว โดยเมื่อรัฐธรรมนูญรับรองฐานะของพระมหากษัตริย์ให้เป็นที่เคารพสักการะ จึงจําเป็นอยู่เองที่จะต้องมีบทกฎหมายกําหนดว่าคนทั่วไปจะต้องทําอย่างไร ซึ่งกฎหมายก็มิได้กําหนดให้ต้องทําอะไรมากไปกว่า "การไม่ไป หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงการอาฆาตมาดร้าย" ดังนั้น ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงมีขึ้นเพื่อคุ้มครองในเรื่องนี้ และเป็นการบัญญัติที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญของไทยแล้ว
เช่นเดียวกันกับคําอธิบายของบวรศักดิ์ อุวรรณโณ (2552) ที่เห็นว่าบทบัญญัติตามมาตรา 8 ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เป็น "ผล" ของวัฒนธรรมและจริยธรรมไทยที่เป็นเอกลักษณ์ กล่าวคือการมีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีสถานะสูงส่งทั้งทางศาสนาและสังคม แต่ก็มีความใกล้ชิดกับประชาชนและเป็นที่เคารพรักของประชาชนอย่างยิ่ง ด้วยพระราชกรณียกิจ นานัปการที่ทรงประกอบเพื่อประชาชน มาตรานี้จึงไม่ใช่ "เหตุ" ที่บังคับให้คนไทยเคารพพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด และทําให้เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ โดยไม่เป็นธรรม คนไทยส่วนใหญ่ก็รู้สึกเหมือน "พ่อ" ตนเองกําลังถูกทําร้ายและยอมรับไม่ได้
หากแต่คําอธิบายทางกฎหมายหรือแม้แต่ทางสั งคมในลักษณะนี้กลับละเลยมองข้ามว่าวัฒนธรรมหรือจริยธรรมดังกล่าวมิใช่สิ่งที่มีอยู่มาแต่เดิมหรือมีลักษณะเหมือนในอดีตอย่างในสมัยอยุธยาหรือย้อนไปกว่านั้นแต่อย่างใดและข้อหา "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" หรือสถานะอัน "ล่วงละเมิดมิได้" ก็มิใช่สิ่งที่หยุดนิ่งเป็นเอกลักษณ์ของสังคมไทยมาแต่เดิมแต่อย่างใด หากการตีความและความเข้าใจ ต่อข้อหานี้มีความเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาอย่างสัมพันธ์กับบริบทสังคมการเมือง และการเปลี่ยนแปลงของสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทย ในช่วงต่างๆ การพิจารณาความเปลี่ยนแปลงในการตีความข้อหานี้ในบริบทสังคมแต่ละช่วงจึงเป็นสิ่งสําคัญในการทําความเข้าใจปัญหาการตีความข้อหานี้ในทางกฎหมายปัจจุบัน
บทความนี้ต้องการนําเสนอว่าการตีความเชื่อมโยงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในฐานะรูปธรรมของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ว่า "องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้" มิได้เป็นสิ่งที่เป็นจารีตประเพณีซึ่งมีมาแต่ดั้งเดิมของไทยแต่อย่างใด หากแต่เป็นการตีความและการให้ความหมายที่ค่อยๆ ถูกประกอบสร้างขึ้นใหม่ภายใต้การสถาปนาสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา การประกอบสร้างชุดคําอธิบายใหม่ภายใต้อุดมการณ์กษัตริย์นิยมนี้ ทําให้ข้อหานี้ถูกตีความขยายความอย่างกว้างขวาง กระทั่งมีแนวโน้มจะขัดแย้งกับหลักการ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในระบอบประชาธิปไตย และปัญหาการตีความนี้ยังเอื้อให้เกิดการใช้ข้อหานี้เป็นเครื่องมือในทางการเมือง และการใช้ปิดกั้นการพูดคุยอภิปรายถึงสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์อย่างรอบด้านในปัจจุบันอีกด้วย
บทความจะเริ่มพิจารณาการเปลี่ยนแปลงความหมายของข้อหา "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ที่สัมพันธ์กับรูปแบบของรัฐ ตั้งแต่รัฐจารีต รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนกระทั่งรัฐสยามเปลี่ยนเข้าสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยจากนั้นจึงจะพิจารณาการเริ่มต้นของแนวโน้มการตีความข้อหานี้อย่างขยายความภายใต้บริบททางการเมืองในช่วงต่างๆ จนนําไปสู่การเชื่อมโยงข้อหานี้เข้ากับสถานะ "อันล่วงละเมิดมิได้" ของสถาบันกษัตริย์ในปัจจุบัน โดยจะใช้ตัวอย่างที่ถูกกล่าวหาด้วยข้อหา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพในบางกรณีประกอบด้วย
การตีความข้อหา "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" กับความเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ
แม้ความผิดที่ใกล้เคียงกับลักษณะข้อหาที่ถูกเรียกว่า "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ในปัจจุบันจะมีมาตั้งแต่รัฐสยามในอดีต แต่การให้ความหมายและตีความข้อหานี้ มิใช่เพียงเป็นเรื่องในตัวบทกฎหมาย แต่ยังสัมพันธ์กับรูปแบบของรัฐความเข้าใจต่ออํานาจขององค์อธิปัตย์ภายในรัฐ สถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์และการสร้างอุดมการณ์ของรัฐในช่วงต่างๆ ที่ล้วนส่งผลต่อการตีความตัวบทกฎหมายการพิจารณาความเปลี่ยนแปลงของข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนี้ จึงจําเป็นต้องให้ความสําคัญกับบริบทของรัฐในช่วงต่างๆ อย่างสําคัญด้วย
ภายใต้รัฐแบบจารีต ก่อนหน้าสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น ภาพสะท้อนการคุ้มครอง "พระบรมเดชานุภาพ" ของกษัตริย์ในรัฐจารีต ปรากฏอยู่ในกฎหมายตราสามดวง โดยเฉพาะในกฎมณเทียรบาล พระไอยการหลวง และพระไอยการกระบดศึก (Streckfuss 2011) ซึ่งไม่ได้มีข้อห้ามเพียงแค่การ "ประมาทหมิ่น" ห้ามเจรจาหยาบช้า ้ามหมิ่นพระราชบัญญัติ พระบันทูล พระโองการ ห้ามการติเตียนนินทาว่ากล่าวต่อพระมหากษัตริย์เท่านั้น5 หากยังปรากฏบทบัญญัติที่คุ้มครองการล่วงละเมิดต่อพระมหากษัตริย์ในด้านต่างๆ มากกว่า 100 มาตรา เช่น การลอบลักพระราชทรัพย์, การละเมิดหรือไม่ปฏิบัติตามพระบรมราชโองการ, อําพรางพระเจ้าอยู่หัว มิได้กราบทูลตามสัจ, การถีบขว้างพระที่นั่ง, การด่าเถียงกันในวัง, การทําให้โลหิตตกในพระราชวัง, การเอ่ยพระนามพระมหากษัตริย์โดยตรง, มิได้ใช้ราชาศัพท์อันสมควร หรือแม้แต่การโจมตีข้าราชการของพระมหากษัตริย์ ก็ถูกตีความว่าเป็นการโจมตีกษัตริย์อีกด้วย เป็นต้น อีกทั้งยังขยายรวมไปถึงการกระทําใดๆ ต่อสัญลักษณ์ หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับองค์พระมหากษัตริย์ เช่น พระบรมมหาราชวัง, เครื่องราชูปโภค, เครื่องทรง เป็นต้น โดยแต่ละความผิดมีโทษหนักเบาแตกต่างกันไป (ดูใน ราชบัณฑิตยสถาน 2550)
ลักษณะสําคัญของกฎหมายตราสามดวงและสภาพสังคมในรัฐจารีตคือการนิยามความผิดและกําหนดบทลงโทษตามลําดับศักดินาของผู้กระทําที่สัมพันธ์กับผู้ถูกกระทํา แนวโน้มของกฎหมายจึงวางอยู่บนฐานของการแยกความแตกต่างของสถานะทางสังคม การกระทําเดียวกันจึงสามารถได้รับการส่งเสริมในสถานการณ์ทางสังคมหนึ่ง แต่สามารถถูกลงโทษถึงตายในอีกสถานการณ์หนึ่งขึ้นอยู่กับสถานะทางสังคมของบุคคลที่เกี่ยวข้อง (Tamara Loos 2002: 37)6
ด้วยกรอบคิดเช่นนี้เอง กฎหมายตราสามดวงจึงมีบทบัญญัติเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์เป็นจํานวนมาก มีตัวบทที่กําหนดการกระทําที่ถือว่าเป็นความผิดไว้อย่างละเอียดและระบุโทษไว้ค่อนข้างรุนแรง เนื่องด้วยสถานะของกษัตริย์ในรัฐจารีตนั้นถือได้ว่าเป็นเจ้าของอํานาจสูงสุด อยู่ในสถานะสูงสุดของสังคมการเมืองแบบศักดินาและเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรในทุกด้าน นอกจากนั้นยังอยู่ภายใต้การสร้างความชอบธรรมต่ออํานาจของกษัตริย์ด้วยฐานคติทางศาสนาและวัฒนธรรม ทั้งในฐานะเทวราชา ธรรมราชา และในฐานะเจ้าชีวิตหรือเจ้าแผ่นดิน การกระทําใดๆ ก็ตามที่ล่วงละเมิดต่อกษัตริย์หรือบารมีของพระองค์ จึงถูกจัดให้เป็นความผิด "อาชญาหลวง" "คดีมีโทษหลวง" หรือความผิดต่อ "หลวง" โดยการกระทําที่ถูกมองว่า็นไปใน "ทางลบ" แทบทุกชนิด แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับองค์พระมหากษัตริย์โดยตรง แต่เกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์ต่างๆ หรือบุคคลที่เป็นตัวแทนของกษัตริย์ก็ถือเป็นความผิดต่อพระบรมเดชานุภาพของกษัตริย์ได้ เพราะถือได้ว่าเป็นการละเมิดต่อผู้ที่มีสถานะสูงสุดทางสังคม และกระทบกระเทือนต่อโครงสร้างของสังคมศักดินาอย่างรุนแรง
กระนั้นก็ตาม ในรัฐจารีตนั้นรัฐยังขาดแคลนเครื่องมือและกลไกต่างๆ ในระดับท้องถิ่นหรือชีวิตประจําวันของผู้คน โดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งไกลจากอํานาจศูนย์กลาง ส่งผลให้ในทางปฏิบัติ กฎหมายตราสามดวงมักถูกใช้ในกรณีการพิพาทของชนชั้นนํา มากกว่าการใช้ควบคุมพฤติกรรมของคนทั่วไปอย่างเป็นระบบ (Loos 2002: 37) กฎหมายและข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจึงมีแนวโน้มที่จะยังไม่ได้ใช้บังคับในสังคมโดยทั่วไป และไม่ได้เกี่ยวข้องกับราษฎรคนธรรมดาแต่อย่างใด
ความเปลี่ยนแปลงต่อข้อหานี้อย่างสําคัญ เกิดขึ้นภายใต้การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐสยามสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่ (Modern State) ในช่วงสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยหนึ่ งในกลไกที่ ชนชั้ นนําสยามใช้ในการรวมอํานาจเข้าสู่ศูนย์กลางกรุงเทพฯ และสร้างความทันสมัยเพื่อต่อสู้กับลัทธิล่าอาณานิคมจากตะวันตก คือการสร้างระบบกฎหมายสมัยใหม่ที่มีเหตุมีผลมากขึ้น ทั้งผ่านการจัดทําประมวลกฎหมาย การเปลี่ยนรูปแบบการลงโทษให้อารยะมากขึ้น การปรับปรุงการศาล การลดทอนอํานาจความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายลงไป (Loos 2002: 32, 37)
ภายใต้ความเปลี่ ยนแปลงดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ ยนแปลงความหมายของข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วย โดยเฉพาะการรับกรอบคิดเรื่อง "อาชญากรรม" (crime) จากระบบกฎหมายตะวันตกเข้ามา โดยฐานความเข้าใจ "อาชญากรรม" ในฐานะการกระทําใดๆ อันเป็น "อันตรายต่อสังคมโดยรวม" การละเมิดต่างๆ จึงเป็นมากกว่าเพียงความผิดในการกระทําระหว่างคนสองคน แต่กลายไปเป็นเรื่องของสังคมด้วย และทําให้ผู้กระทําผิดมีสถานะเป็น "อาชญากร"ในทางกฎหมาย (Streckfuss 2011: 82)
ข้อหา "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ได้ถูกทําให้กลายเป็นอาชญากรรม (criminalization) ภายใต้การจัดแบ่งประเภทและลักษณะความผิดในประมวลกฎหมายอาญาสมัยใหม่7 ข้อหานี้กลายไปเป็นส่วนหนึ่งของข้อหาหมิ่นประมาท (defamation) ซึ่งทําให้ความหมายมีลักษณะเคร่งครัดมากขึ้นตามนิยามการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายในทางกฎหมาย และมีลักษณะเป็นความผิดจากการแสดงออกที่กระทบต่อเกียรติยศชื่อเสียงของบุคคล ไม่ใช่ความผิดในความหมายของการ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ที่หลอมรวมการละเมิดต่อพระมหากษัตริย์แทบทุกอย่างเข้ามาในข้อหานี้เสมือนในยุคจารีต
หากขณะเดียวกันในช่วงสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือการบริหารงานของราชการนั้น ก็ถือเป็นการหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ได้เช่นกัน เนื่องจากกษัตริย์อยู่ในสถานะผู้บริหารบ้านเมือง ถืออํานาจสูงสุดในการปกครอง และการพิพากษาคดีความ
บริบทสําคัญในช่วงของการเปลี่ยนสยามสู่ความเป็นสมัยใหม่อีกประการหนึ่ง คือการเกิดขึ้นของจินตนาการ "ชาติ" และการสร้างความรู้สึกของความเป็นชาติ (nationhood) ร่วมกันของผู้คนในรัฐ โครงการสําคัญของชนชั้นนําในการสร้างความชอบธรรมใหม่คือ การพยายามสร้างจินตนากรรมร่วมของรัฐใหม่ ผ่านการสร้างอุดมการณ์ชาตินิยมขึ้น ในขณะที่รัชกาลที่ 5 ทรงมีบทบาทในการเชื่อมสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ากับการพัฒนาสยามสู่ความเป็นสมัยใหม่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเป็นผู้มีบทบาทสําคัญในการพยายามนิยามอัตลักษณ์ของชาติ หรือหัวใจของ "ความเป็นไทย" โดยเน้นแกนกลางไปที่ชาติ ศาสนาพุทธและพระมหากษัตริย์ โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางของความจงรักภักดีและความสามัคคีของคนในชาติ (สายชล สัตยานุรักษ์ 2548: 43)
การนิยามชาติใหม่นี้ก็ส่งผลต่อความพยายามที่จะนิยามข้อหา "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ใหม่ให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย โดยรัชกาลที่ 6 ได้ทรงนิยามให้การดูหมิ่นกษัตริย์ มิใช่เพียงการดูหมิ่นต่อองค์พระมหากษัตริย์เท่านั้น หากทรงนิยามที่มาแห่งอํานาจของพระมหากษัตริย์ว่ามาจากการที่ผู้คนมอบอํานาจให้กษัตริย์ทรงเป็นผู้ถือเอาไว้ ทําให้การดูหมิ่นกษัตริย์ฯ ก็เท่ากับเป็นการดูหมิ่นต่ออํานาจของผู้คนภายในชาติที่มอบให้กษัตริย์ไว้ด้วย ผู้เสียหายจากการหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ จึงไม่ใช่องค์พระมหากษัตริย์เอง แต่กลายไปเป็นคนในชาติทุกๆ คนซึ่งถือได้ว่าถูกดูหมิ่นไปด้วย8
แต่บริบทสําคัญอีกประการหนึ่งในภาวะสมัยใหม่ คือการแพร่หลายของเทคโนโลยีสมัยใหม่ และสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ต่อสาธารณะมากขึ้น ทําให้สิ่งพิมพ์ต่างๆ กลายไปเป็นสมรภูมิสําคัญในการเผยแพร่ความคิดทางการเมือง และพื้ นที่ของการช่วงชิงความเป็นชาติที่เกิดขึ้นใหม่นี้ด้วย ด้วยเหตุที่กษัตริย์ทรงสถานะเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดิน กษัตริย์จึงเป็นเป้าหมายหนึ่งของการแสดงความคิดเห็นโดยตรง โดยเฉพาะสภาพของหนังสือพิมพ์ในสมัยรัชกาลที่ 6-7 นั้น มีการวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ และระบอบการปกครองโดยตรงค่อนข้างมาก ตั้งแต่รัชกาลที่ 6 เสด็จขึ้นครองราชย์ หนังสือพิมพ์บางฉบับได้ลงบทความเรียกร้องและสนับสนุนให้มีการปกครองแบบสาธารณรัฐ บางฉบับลงข่าววิพากษ์วิจารณ์การบริหารราชการแผ่นดิน เช่น การใช้จ่ายเงินของรัฐบาลรัชกาลที่ 6, พระราชกรณียกิจและพระราชจริยวัตรส่วนพระองค์, การฉ้อราษฎร์บังหลวง, การถกเถียงเรื่องสภาราษฎรและลัทธิบอลเชวิคในสมัยรัชกาลที่ 7 เป็นต้น (ดูบทบาทของหนังสือพิมพ์ในช่วงปลายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ใน รัตนา เมฆนันทไพสิฐ 2531)9
ก่อนที่กระแสการวิพากษ์วิจารณ์ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และบทบาทพระราชอํานาจของกษัตริย์จะเป็นส่วนหนึ่งที่ปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร โดยภายหลังการอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน 2475 สถานะและอํานาจของพระมหากษัตริย์ได้ถูกจํากัดให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) โดยในทางหลักการ อํานาจอธิปไตยเปลี่ยนจากพระมหากษัตริย์มาเป็นของประชาชน องค์พระมหากษัตริย์อยู่ในสถานะประมุขของรัฐ แต่ไม่สามารถใช้อํานาจทางการเมือง การปกครองได้อีกต่อไป รัฐเปลี่ยนรูปจากรัฐที่มีอํานาจไม่จํากัด มาเป็นรัฐที่มีอํานาจจํากัด (limited government) กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ในรัฐประชาธิปไตย ในทางหลักการจึงถูกใช้คุ้มครองพระมหากษัตริย์ในฐานะตําแหน่งประมุขของรัฐ มิใช่ในฐานะองค์อธิปัตย์ที่มีอํานาจสูงสุดในการปกครอง การตีความจึงจําเป็นต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัด โดยเป็นครั้งแรกที่ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจําเป็นต้องพิจารณาประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพของพลเมือง โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกถ่วงดุลร่วมกับการคุ้มครองชื่อเสียงเกียรติยศของบุคคลด้วย
หากแต่ภายใต้การประนีประนอมกับอํานาจตามประเพณีทําให้ข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามมาตรา 98 ของกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 ซึ่งเป็นบทบัญญัติหลักของความผิดฐานนี้ ไม่ได้ถูกแตะต้องแต่อย่างใด10 และในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ยังได้มีการบัญญัติในมาตรา 3 ระบุว่า "องค์พระมหากษัตริย์ดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่ เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้" ซึ่งจะส่งผลต่อการตีความความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ในเวลาต่อมาอีกด้วย
สภาวะการประนีประนอมเช่นนี้ ทําให้ในทางปฏิบัติ สถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในระบอบใหม่ยังอยู่ในภาวะที่ไม่ลงตัวและเป็นประเด็นปัญหาสืบมา โดยภายใต้การต่อสู้และต่อรองของกลุ่มฝ่ายการเมืองในช่วงต่างๆ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ได้ทําให้ความหมายและลักษณะการบังคับใช้ข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ เปลี่ยนแปรเคลื่อนไปตามการต่อสู้ต่อรองทางอํานาจนี้ในแต่ละช่วงเวลาด้วย
การประกอบสร้างสถานะอัน "ล่วงละเมิดมิได้" ในระบอบประชาธิปไตย
ก่อนหน้าทศวรรษ 2500 นั้น การอภิปรายเรื่องสถานะของสถาบันกษัตริย์ในแง่มุมต่างๆ อย่างเปิดเผยในทางสาธารณะยังมิได้มีลักษณะเป็น "สิ่งต้องห้าม" แต่อย่างใด แต่สถานะพิเศษอันล่วงละเมิดมิได้ในความหมายของการวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความเห็นที่ขัดแย้งกับอุดมการณ์กษัตริย์นิยม-ราชาชาตินิยมมิได้ไปด้วยจะค่อยๆ ถูกพัฒนาขึ้นภายหลังความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการฟื้นฟูสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา 11
ตัวอย่างหนึ่งของการอภิปรายในประเด็นสถาบันกษัตริย์อย่างเปิดเผย ได้แก่ การประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2492 ได้มีการอภิปรายพิจารณาถึงหมวดพระมหากษัตริย์โดยตรง ทั้งในประเด็นการยืนยันว่าจะมีระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือประเด็นว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขพระราชอํานาจของกษัตริย์หรือไม่ และควรแก้ไขเรื่องอะไร แม้จะมีการคัดค้านการอภิปรายในญัตตินี้ เพราะเท่ากับเป็นการพิจารณาการเปลี่ยนแปลงการปกครองซึ่งสภาร่างฯ ไม่มีอํานาจพิจารณา แต่สมาชิกสภาส่วนใหญ่เห็นควรให้มีการอภิปรายแม้แต่นักการเมืองในฝ่ายอนุรักษ์นิยมเองด้วย เช่น โชติ คุ้มพันธ์ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ชุดแรก และอดีตนักโทษกบฏบวชเดช เห็นว่า "เราควรจะพิจารณาระบอบพระมหากษัตริย์ดีเพราะเหตุไร และไม่ดีเพราะเหตุไร มหาชนรัฐดีเพราะเหตุไร ไม่ดีเพราะเหตุไร อย่างนี้จะทําความกระจ่างให้ประชาชน ซึ่งคอยฟัง...ต้องพูดกันในสภาระบอบพระมหากษัตริย์มีอะไรอย่างไร ระบอบสาธารณรัฐดีไม่ดีอย่างไรบ้าง... จะทําให้ประชาชนรู้สึกว่าเขาได้ถกเถียงกันแล้ว" เช่นเดียวกับ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น ที่เสนอว่าต้องอภิปรายวาระนี้ อย่าทําให้เรื่องนี้เหมือนเรื่อง "ผีหลอก" ที่กลัวหรือเกลียดกันจนไม่กล้าพูดถึง (อ้างใน สันติสุข โสภณสิริ 2555: 191)
เมื่อสภาร่างฯ ได้ลงมติเห็นควรให้อภิปรายได้ 24 ต่อ 5 เสียง นําไปสู่การอภิปรายในประเด็นว่า "จะยืนยันหรือไม่ว่าจะมีระบอบการปกครองที่ มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ" ตามด้วยการอภิปรายในประเด็นพระราชอํานาจของกษัตริย์ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือไม่ และควรแก้ไขเรื่องอะไร (ดูโดยละเอียดใน สันติสุข โสภณสิริ 2555: 191) จะเห็นได้ว่าการอภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์ในแง่มุมต่างๆ ยังไม่ได้เป็น "สิ่งต้องห้าม" จนเกินไปนัก ยิ่งหากเทียบกับการจะยกหมวดพระมหากษัตริย์ขึ้นมาถกเถียงอภิปรายในสภาหรือในทางสาธารณะในช่วงระยะ 20-30 ปีที่ผ่านมา แทบจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจินตนาการได้เลยในสังคมไทยปัจจุบัน
เช่นเดียวกับกรณีหนึ่งที่ถูกกล่าวหาด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในช่วงปลายทศวรรษ 2490 คือกรณีของหยุด แสงอุทัย ศาสตราจารย์นักกฎหมายและเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา จากกรณีที่หยุดได้กล่าวคําบรรยายเรื่อง "อํานาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย" ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่ อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2499 โดยหยุดได้แสดงความคิดเห็นว่าพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยไม่พึงตรัสสิ่งใดอันเป็นปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคมของประเทศ โดยไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ การแสดงความเห็นนี้มีเหตุเกิดจากกรณีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดํารัสเนื่องในวันกองทัพบก (25 มกราคม 2499) โดยทรงวิพากษ์วิจารณ์การที่ทหารเข้ามามีบทบาททางการเมือง ซึ่งถือเป็นพระราชดํารัสต่อสาธารณะด้วยพระองค์เองเป็นครั้งแรกภายหลัง 2475 ต่อมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านหนึ่งได้ยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมตํารวจกล่าวหาว่า ข้อความบางตอนในคําบรรยายของหยุดมีลักษณะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่ในท้ายที่สุดทางกองคดีของกรมตํารวจได้วินิจฉัยว่าบทความของหยุดไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายแต่อย่างใด (ดูในสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ 2550: 376-78 และสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล 2549)
จะเห็นได้ว่าแม้กรณีของหยุดจะมีฝ่ายที่พยายามจะทําให้เกิดการดําเนินคดีและใช้เล่นงานทางการเมือง แต่ก็ไม่ได้มีการวินิจฉัยว่าเข้าข่ายแต่อย่างใด โดยหากเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์ที่จะตามมา สะท้อนว่าขณะนั้นประเด็น สถานะและบทบาทของพระมหากษัตริย์ ยังเป็นสิ่งซึ่งสามารถจะอภิปรายและถกเถียงในที่สาธารณะอย่างตรงไปตรงมาได้บ้าง และยังไม่ใช่ "สิ่งต้องห้าม" หรือล่วงละเมิดมิได้แต่อย่างใด
จนกระทั่ง ภายใต้การพยายามสถาปนาความชอบธรรมให้กับระบอบการเมืองหลังรัฐประหาร 2500 ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทําให้กองทัพในช่วงนั้นได้ดําเนินแนวทางการฟื้นฟูสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ใหม่โดยทําการรื้อฟื้นสถาบันกษัตริย์ในฐานะสัญลักษณ์ของชาติ และเชื่อมความสัมพันธ์เข้ากับความมั่นคงของรัฐและกองทัพ รวมทั้งการรื้อฟื้นพระราชพิธีต่างๆ ที่เคยถูกยกเลิกไปภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง และสนับสนุนการเสด็จพระราชดําเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการเยี่ยมราษฎรในแต่ละภูมิภาค รวมทั้งสนับสนุนการจัดทําโครงการในพระราชดําริ (ทักษ์ เฉลิมเตียรณ 2552, ชนิดา ชิดบัณฑิตย์ 2550)
ความเปลี่ยนแปลงต่อการตีความข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็เกิดขึ้นในช่วงรอยต่อนี้เช่นกัน โดยมีการตรา "ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499" ขึ้นใช้แทนฉบับเดิม (ประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2500) ในกฎหมายฉบับนี้ได้ทําการย้ายบทบัญญัติในมาตรา 98 ของกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 ไปอยู่ในมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายฉบับใหม่ พร้อมแก้ไขเนื้อความเป็นว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินเจ็ดปี"
ในช่วงนี้ ข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ได้เริ่มถูกจัดวางลงในหมวด "ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร" เป็นครั้งแรก ทําให้ความผิดดังกล่าวถูกจัดไว้เป็น "คดีอาญาแผ่นดิน" ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใดก็ตามสามารถนําเรื่องที่มีการกล่าว หรือโฆษณาไปแจ้งความและร้องทุกข์กล่าวโทษได้ และทําให้ความหมายของข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์



แอบอ้างว่าเป็นปมไม่ได้เดะครับ
ตอบลบ