จ่าสิบโทรัตน์ศาสตร์ สิทธิ์วงค์ ยศ ทหารบก ร้อย ตชด" ถืกต้ม"

 


หน้าในหมวดหมู่ "ประชุมพงศาวดาร"

78 หน้าต่อไปนี้อยู่ในหมวดหมู่นี้ จากทั้งหมด 78 หน้า


บริจาค

สร้างบัญชี

เข้าสู่ระบบ

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๑


หน้า

อภิปราย

อ่าน

แก้ไข

ดูประวัติ


เครื่องมือ

ดูฉบับอื่นของงานนี้ที่ ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 11

ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑๑ เรื่องพงษาวดารเมืองหลวงพระบาง


พิมพ์แจกในงานศพ นายพันเอก พระยาดัษกรปลาศ ( ทองอยู่ โรหิตเสถียร) ท , ม. ต , ช. ร , ด , ม. (ผ) ฯ ปีมะแม พ.ศ. ๒๔๖๒


พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร



คำนำ


นายใหญ่ โรหิตเสถียร มาแจ้งความแก่กรรมการหอพระสมุด วชิรญาณว่าจะทำการปลงศพสนองคุณ นายพันเอก พระยาดัษกรปลาศ ( ทองอยู่ โรหิตเสถียร ) ผู้บิดา มีความศรัทธาจะรับพิมพ์หนังสือ ในหอพระสมุดสำหรับพระนคร เปนของแจกสักเรื่อง ๑ ขอให้กรรมการช่วยเลือกเรื่องหนังสือให้ แลนำเรื่องประวัติซึ่งพระยาดัษกรปลาศได้ จดไว้เอง มาขอให้ข้าพเจ้าช่วยตรวจตราเรียบเรียงพิมพ์ประวัติในสมุด ที่จะแจกในการศพพระยาดัษกรปลาศด้วย ข้าพเจ้าได้เคยรับราชการอยู่ร่วมกรมกับพระยาดัษกรปลาศ แต่เมื่อเปนทหารมหาดเล็กอยู่ด้วยกัน มาในชั้นหลังได้มาร่วมราชการ กันเมื่ออยู่ในกระทรวงมหาดไทยด้วยกันอิกครั้ง ๑ ได้ทราบเรื่องประวัติ ของพระยาดัษกรปลาศมาแต่ก่อนบ้าง คิดเห็นว่าพระยาดัษกรปลาศ เปนข้าราชการผู้ ๑ ซึ่งได้มีโอกาศรับราชการสำคัญมาทั้งในฝ่ายทหาร แลพลเรือนได้เคยตรากตรำทำราชการตามน่าที่ ถึงเอาชีวิตรเข้าแลกประโยชน์ถวายในราชการบ้านเมืองหลายครั้ง ข้อนี้เปนสำคัญใน ประวัติของพระยาดัษกรปลาศ ซึ่งสมควรจะปรากฏ จึงได้รับเรียบเรียง ให้ตามประสงค์ ประวัติพระยาดัษกรปลาส


นายพันเอก พระยาดัษกรปลาส (ทองอยู่ โรหิตเสถียร) ท ม.ต ช. ดุษฎีมาลา. เข็มราชการแผ่นดิน. ฯลฯ เปนบุตรพระยาพระ กฤษณรักษ์ (บุญยัง) เกิดในรัชกาลที่ ๓ เมื่อวันพฤหัศบดี เดือน ๑๑ขึ้น ๑๐ ค่ำ ปีระกา จุลศักราช ๑๒๑๑ พ.ศ. ๒๓๙๒




(๒)แรกเข้ารับราชการเมื่อปีมแมพ.ศ. ๒๔๑๔ อายุ ๒๒ ปี เปนทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ในรัชกาลที่ ๕ เปนพลทหารอยู่ ๒ ปี ได้เปน นายสิบโทอยู่อิก ๓ ปี จึงได้เปนนายสิบเอกในกองร้อยที่ ๖ เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๑๙ รับราชการในตำแหน่งนั้นต่อมาอิก ๔ ปี ถึงปีมโรง พ.ศ. ๒๔๒๔ ในสมัยเมื่อเจ้าพระยาสุรศักดิมนตรีเปน ที่เจ้าหมื่นไวยวรนารถ บังคับทหาร จัดการทหารสมัค กราบบังคม ทูลขอพระยาดัษกรปลาศไปเปนตำแหน่งนายร้อยโท ในกรมทหารสมัคกองร้อยที่ ๓ แลได้เลื่อนยศขึ้นเปนร้อยเอกในปีนั้น รับ ราชการต่อมาได้พระราชทานสัญญาบัตรเปนหลวงดัษกรปลาศ ถึงปีระกา พ.ศ. ๒๔๒๘ ปรดให้เจ้าพระยาสุรศักดิมนตรีแต่ยังเปนนายพันเอก เจ้าหมื่นไวยวรนารถ เปนแม่ทัพคุมกองทหารยกขึ้นไป ปราบปรามพวกฮ่อ ซึ่งเข้ามาย่ำยีในอาณาเขตรเมืองหลวงพระบาง เจ้าพระยาสุรศักดิมนตรีให้พระยาดัษกรปลาศคุมทหาร ๑ ยกล่วงน่าขึ้นไปทางเมืองงอย ในเขตรหัวพันทั้งหก ซึ่งฮ่อเข้ามาตั้งค่ายอยู่หลายแห่ง พระยาดัษกรปลาศยกขึ้นไปถึงค่ายฮ่อที่บ้านได้ ริมน้ำแอดเข้าตีค่ายได้รบกับฮ่อก่อนทหารกองอื่น เมื่อเดือน ๕ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีจอ พ.ศ.๒๔๒๙ ตีค่ายบ้านไดได้ พวกฮ่อล้มตายแตกหนี ได้เสบียงอาหารแลครอบครัวซึ่งฮ่อรวบรวมไว้เปนอันมาก พระยาดัษกร ฯ ตั้งมั่นอยู่ที่นั่น แต่งกองทหารออกเที่ยวตีค่ายฮ่อ ซึ่งเปนค่ายน้อย ตั้งอยู่ที่อื่น ๆ ในจังหวัดนั้น จนฮ่อแตกหนีไปทั้งสิ้น




(๓) ครั้นถึงเดือน ๑๑ พวกฮ่อไปรวบรวมกันได้กำลังมากยกเปนกระบวน ทัพกลับมา พวกทหารซึ่งออกไปตั้งรักษาท้องที่อยู่ตามที่ห่าง ๆ น้อยกว่า ฮ่อมากนัก ก็สู้รบพลางถอยพลาง เข้ามารวมกันที่ค่ายพระยาดัษกรปลาศ ๆ แต่ได้ทราบว่าฮ่อยกมามีกำลังมาก ก็บอกขอกำลังเพิ่มเติมลงมายังแม่ทัพใหญ่ กองหนุนยังขึ้นไปไม่ถึง ด้วยเปนฤดูฝนทางเดินยาก ฮ่อยกลงมาถึงค่ายพระยาดัษกรปลาศก่อน พระยาดัษกรปลาศเห็นว่ากำลังที่มีอยู่ไม่พอจะออกตีฮ่อให้แตกไปได้ จึงรักษาค่ายมั่นไว้ ฮ่อเข้าล้อมค่ายสู้รบกันอยู่ ๙ วัน พวกฮ่อตีหักเอาค่ายไม่ได้ พอฮ่อหมดเสบียงอาหาร ทหารกองหนุนก็ขึ้นไปถึง พวกฮ่อเห็นว่าจะถอยหนีไปไม่พ้น จึงให้เข้ามาขอยอม " ทู้ " ต่อพระยาดัษกรปลาศ คือ ขอให้ยกโทษแล้วจะยอมเปนไพร่พลเมืองโดยปรกติต่อไป กองทัพเจ้าพระยาสุรศักดิ ฯ ปราบปรามฮ่อ แลจัดการด่านทางอยู่ ๒๐ เดือน จึงมีตราพระราชสีห์ให้หากองทัพกลับมาถึงกรุงเทพ ฯ เมื่อเดือน ๗ แรม ๑ ค่ำ ปีกุญ พ.ศ. ๒๔๓๐ ในสมัยนั้นยังไม่ได้ทำสายโทรเลขไปถึงหัวเมืองฝ่ายเหนือ พอกองทัพกลับลงมาถึงกรุงเทพ ฯ ได้ ๔ วันก็ได้ข่าวลงมาว่า เจ้าเมืองไลพากองทัพฮ่อยกจู่เข้ามาตีเมืองหลวงพระบางแตก เมืองไลเปนหัวเมือง ๑ ในแว่นแคว้นสิบสองจุไทย พลเมืองเปนไทยพวก ๑ เรียกกันว่าผู้ไทย เปนเมืองขึ้น ๓ ฝ่ายฟ้า คือ จีนก็ขึ้น ญวนก็ขึ้น หลวงพระบางก็ขึ้น ด้วยเหตุว่าอยู่ต่อพรมแดนทั้ง ๓ ฝ่าย




(๔) เมื่อฮ่อยกเข้ามาเบียดเบียนอาณาเขตรหลวงพระบาง ความปรากฏว่า เจ้าเมืองไลสมคบกับฮ่อ ครั้นเมื่อพระยาสุรศักดิมนตรีปราบปรามพวกฮ่อแล้วยกกองทัพขึ้นไปตั้งอยู่ที่เมืองแถง พวกพระยาท้าวขุนหัวเมือง สิบสองจุไทยพากันเข้ามาหาแม่ทัพ แต่เจ้าเมืองไลบิดพลิ้วเสียหามาไม่ ให้แต่ลูกเข้ามาแทนตัว เจ้าพระยาสุรศักดิ ฯ รออยู่จนจวนยกกองทัพกลับ เจ้าเมืองไลก็ไม่เข้ามา เจ้าพระยาสุรศักดิ ฯ จึง เอาตัวลูกเจ้าเมืองไลคุมลงมา ๒ คน ด้วยเหตุนี้เจ้าเมืองไลจึงไปพาพวกฮ่อลงมาตีเมืองหลวงพระบาง เมื่อกองทัพยกกลับมาแล้ว ในปีกุญ พ. ศ. ๒๔๓๐นั้นโปรดให้เจ้าพระยาสุรศักดิมนตรียกกองทัพกลับขึ้นไปเมืองหลวงพระบางอิก พระยาดัษกรปลาศได้เลื่อนยศขึ้นเปนนายพันตรี ได้เปนนายทัพน่าของเจ้าพระยาสุรศักดิมนตรีคราวนี้ยกขึ้นไปก่อนแต่ในเดือน ๘ เดินทางกำลังเปนฤดูฝนชุก ไปถึงเมืองหลวงพระบางต่อเดือน ๑๒ พวกฮ่อหนีกลับไปเสียแล้ว พระยาดัษกรปลาศจึงตั้งรักษาเมืองหลวงพระบางอยู่กับพระยาไกรโกษา ทัด สิงห์เสนี )แต่ยังเปนพระยานนทบุรี ซึ่งเปนข้าหลวงใหญ่ เจ้าพระยาสุรศักดิมนตรียกขึ้นไปถึงเมืองหลวงพระบางต่อเดือนยี่ จึงให้พระยาดัษกรปลาศคุมกองทหารยกออกไปปราบปรามพวกฮ่อ ที่กลับเข้ามาตั้งอยู่ในเขตรแขวงเมืองขึ้นเมืองหลวงพระบาง พระยาดัษกรปลาศออกไปคราวนี้ ได้รบกับฮ่อที่เมืองฮังตีได้ค่ายฮ่อ พวกฮ่อล้มตายแตกหนีกระจัดกระจายไปแต่นั้นฮ่อก็ไม่กล้ายกมารบพุ่งกองทหารอิก พระยาดัษกรปลาศเที่ยวปราบปรามฮ่อแลจัดการด่านทางอยู่ ๒ ปีเศษ จนปีขาล พ.ศ.๒๔๓๓ จึงกลับลงมาเมืองหลวงพระบาง




(๕) ถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๓๔ มีตราให้หากองทัพเจ้าพระยาสุรศักดิมนตรี กลับกรุงเทพ ฯ ทางโน้นโปรดให้พระยาฤทธิรงค์รณเฉท ( ศุข ชูโต ) แต่ยังเปนพระพลัษฎานุรักษ์ปลัดทัพ ที่ขึ้นไปกับเจ้าพระยาสุรศักดิมนตรี เปนข้าหลวงใหญ่อยู่รักษาราชการที่เมืองหลวงพระบาง พระราชทาน สัญญาบัตรพระยาดัษกรปลาศ ซึ่งยังเปนหลวง เลื่อนขึ้นเปนพระดัษกร ปลาศ แลเลื่อนยศทหารเปนนายพันโท เปนผู้บังคับทหาร แลเปน ข้าหลวงรองอยู่เมืองหลวงพระบางกับพระยาฤทธิรงค์รณเฉทอิก ๒ ปี ถึงปีมะเสง พ.ศ. ๒๔๓๖ โปรดให้เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ ( เชย กัลยาณมิตร ) แต่ยังเปนพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร ผู้ว่าราชการเมืองพิไชย ขึ้นไปเปนข้าหลวงใหญ่ประจำเมืองนครหลวงพระบางเปลี่ยนพระยาฤทธิรงค์รณเฉท แลให้นายพันตรี พระราญรอนอริราช ( เพิ่ม ) ขึ้นไปเปนข้าหลวงรองบังคับทหารเปลี่ยนพระยาดัษกรปลาศ ข้าหลวงใหญ่ให้พระยาดัษกรปลาศพาพระราญรอนอริราชไปตรวจด่านทางเมืองหัวพันทั้งหก ชี้แจงมอบหมายการงานแก่พระราญรอนอริราชในเวลาที่เดินทางตรวจการอยู่นั้น ทางกรุงเทพ ฯ เกิดเหตุอริกับฝรั่งเศส ใน ร.ศ. ๑๑๒ มีท้องตราขึ้นไปให้พระยาดัษกรปลาศอยู่ช่วยราชการเจ้า พระยาสุรสีห์ ฯ ต่อไป จึงยังมิได้กลับกรุงเทพ ฯ เจ้าพระยาสุรสีห์ ฯ ให้ กลับออกไปรักษาเมืองหัวพันทั้งหก พระยาดัษกรปลาศจึงยกกลับ ออกไปตั้งอยู่ที่เมืองงอย จนเสร็จเรื่องอริกับฝรั่งเศส พระยาดัษกรปลาศคุมทหารกลับมาตั้งอยู่ที่ปากลาย ได้รับท้องตราพระราชสีห์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนขึ้นเปนพระยา ดัษกรปลาศ แลให้เปนข้าหลวงรักษาการในที่ ๒๕ กิโลเมตร์อยู่ปีเศษ




(๖) ถึงปีมแม พ.ศ. ๒๔๓๘ เจ้าพระยาสุรสีห์เลื่อนที่ขึ้นเปนข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลพิศณุโลก จะโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาดัษกรปลาศเปนผู้ว่าราชการเมืองพิไชย มีท้องตราสั่งให้ลงมารั้งราชการเมืองพิไชยอยู่พลาง พระยาดัษกรปลาศลงมารั้งราชการเมืองพิไชยอยู่สักครึ่งเดือนก็ได้รับท้องตราให้หาลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ด้วยทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เปนตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาล สำเร็จราชการมณฑลนครสวรรค์ ซึ่งพึ่งจัดตั้งเปนมณฑลขึ้นใหม่ ในปีมแม พ.ศ. ๒๔๓๘ นั้น แลได้พระราชทานสัญญาบัตรเปนรัฐมนตรีด้วย พระยาดัษกรปลาศเปนข้าหลวงเทศาภิบาลอยู่ไม่ถึง ๒ ปี ก็ย้ายกลับมารับราชการทหารอิก เหตุที่ย้ายมานั้น เปนด้วยพระยาดัษกรปลาศรู้สึกว่าตัวไม่สันทัดราชการพลเรือน แต่พอขึ้นไปเปนข้าหลวงเทศาภิบาลแล้วไม่ช้า ก็รู้สึกอึดอัดใจ ด้วยเคยแต่รับราชการทหารมาอย่างเดียว เกรงจะไม่สามารถรับราชการพลเรือนให้ดีได้ จึงร้องขอมารับราชการทหารอย่างเดิม ในสมัยนั้น เจ้าพระยาสุรศักดิมนตรีได้เปนผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ บังคับการทหารบกทั่วไป จึงกราบบังคมทูลขอพระยา ดัษกรปลาศย้ายไปรับราชการทหาร เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๔๓๙ เปนตำแหน่งจเรทหารบกก่อน แล้วเลื่อนเปนยกรบัตรทัพบกในปีนั้น ถึงปีจอ พ.ศ. ๒๔๔๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาดัษกร ปลาศย้ายตำแหน่งมารับราชการเปนราชองครักษ์ประจำการ ถึงปีกุญ




(๗) พ.ศ. ๒๔๔๒ ได้พระราชทานสัญญาบัตรเปนองคมนตรี พระยาดัษกรปลาศรับราชการเปนราชองครักษ์อยู่ได้ปีเศษ เกิดอาการเจ็บป่วยทุพลภาพ จึงกราบถวายบังคมลาออกพักรักษาตัว เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๔๓ ในตอนนี้พระยาดัษกรปลาศได้เลื่อนยศทหารเปนนายพันเอก แต่เจ็บ ป่วยไม่ได้รับราชการอยู่กว่าปี ถึงปีขาล พ. ศ. ๒๔๔๕ เมื่อพวกผู้ร้ายเงี้ยวก่อการจลาจลขึ้นในมณฑลภาคพายัพ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาสุรศักดิมนตรีเปนแม่ทัพคุมทหารขึ้นไปปราบผู้ร้ายเงี้ยวทางเมืองแพร่ เจ้า พระยาสุรศักดิมนตรีกราบบังคมทูล ขอให้พระยาดัษกรปลาศเปนนายทัพ น่า ยกออกจากกรุงเทพ ฯ เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ครั้นถึงเมืองแพร่แล้ว เจ้าพระยาสุรศักดิมนตรี จึงให้พระยาดัษกรปลาศคุมกองทหารยกไปปราบ ปรามผู้ร้ายเงี้ยว ซึ่งยังตั้งอยู่ตามหัวเมืองข้างฝ่ายเหนือ พระยาดัษกรปลาศยกจากเมืองแพร่เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ไปถึง เมืองสเอียบเมื่อณวันที่ ๑๕ ตุลาคม ในคืนวันนั้นพวกผู้ร้ายเงี้ยวเข้า ปล้นค่ายพระยาดัษกรปลาศ ได้รบกัน ๒ พัก พระยาดัษกรปลาศตีพวก ผู้ร้ายเงี้ยวแตก แล้วยกกองทหารต่อไป วันที่ ๒ พฤศจิกายน ถึง เมืองออย ซึ่งพวกผู้ร้ายตั้งค่ายใหญ่อยู่ค่าย ๑ พระยาดัษกรปลาศ คุมทหารเข้าตีค่ายพวกผู้ร้ายเงี้ยว รบกันอยู่ชั่วโมงเศษ ผู้ร้ายเงี้ยว ก็แตกหนี ตีได้ค่ายเมืองออยแล้วยกต่อไปถึงเมืองเชียงคำตั้งพักอยู่ ที่นั่น ได้ข่าวว่าพวกผู้ร้ายเงี้ยวตั้งค่ายอยู่ที่วัดเวียงแก แขวงเมือง พงอิกแห่ง ๑ ระยาดัษกรปลาศจึงแบ่งกองทหารให้ยกไปตีค่ายวัด




(๘) เวียงแก ตีได้เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม อิกแห่ง ๑ เสร็จการปราบผู้ ร้ายเงี้ยวครั้งนั้นแล้ว กองทัพกลับมาถึงกรุงเทพ ฯ เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๔๖ พระยาดัษกรปลาศไปทัพคราวนี้เปนเวลาเคราะห์ร้าย ด้วยเมื่อคุมกองทหารออกไปจากเมืองแพร่ไปข้างเหนือ พระยาดัษกรปลาศได้ข่าวว่าผู้ร้ายเงี้ยวเข้ามาตั้งคอยต่อสู้อยู่หลายแห่ง จึงมีจดหมายไปถึง ผู้บังคับกองทหารที่เมืองพเยา ให้แบ่งทหารยกมาตีตัดเงี้ยวอิก ทาง ๑ เมื่อพระยาดัษกรปลาศรบชนะเงี้ยวที่เมืองสเอียบแล้วยกต่อ ขึ้นไป กองทหารที่มาจากเมืองพเยารบเงี้ยวเข้ามาอิกทาง ๑ เงี้ยว สู้พลางถอยพลาง มาจนถึงบ้านท่าฟ้า ในทางที่พระยาดัษกรปลาศ ก็ยกขึ้นไป พอเงี้ยวแตกหนีจากบ้านท่าฟ้า พระยากดัษกรปลาศก็ ยกขึ้นไปถึง นายทหารที่มาจากเมืองพเยาจับพม่าไว้ได้ ๒ คน เอา มาส่งให้พระยาดัษกรปลาศ ว่าเปนพวกผู้ร้ายเงี้ยวที่ต่อสู้กองทหาร พระยาดัษกรปลาศไต่ถาม พม่า ๒ คนนั้นไม่ให้การ พระยาดัษกรปลาศจึงสั่งให้เอาไปประหารชีวิตรเสีย พม่า ๒ คนนั้นเปนคนในบังคับอังกฤษ กงซุลอังกฤษฟ้องว่าหาได้เปนผู้ร้ายไม่ เมื่อเสร็จการปราบ ผู้ร้ายเงี้ยวแล้ว จึงต้องตั้งศาลทหารพิจารณาคดีเรื่องพระยาดัษกรปลาศสั่งให้ประหารชีวิตรพม่า ๒ คน ทางพิจารณาได้ความว่า พม่าคน ๑ หนีขึ้นไปจากเมืองแพร่กับผู้ร้ายเงี้ยวด้วยกัน อิกคน ๑ เปนคนจรจัด มาอยู่ในหมู่ผู้ร้ายเงี้ยวที่ต่อสู้กองทหาร ไม่มีพยานปรากฏว่าพม่า ๒ คนได้สู้รบด้วย แต่ความปรากฏว่า พระยาดัษกรปลาศไม่สืบให้




(๙) สิ้นกระแสความในเรื่องพม่า ๒ คนนั้น เปนแต่ถือเอาข้อที่ไม่ให้การ เปนพิรุธ โดยฐานไม่มีข้อแก้ตัว ศาลจึงพิพากษาว่าพระยาดัษกรปลาศมีความผิด แต่ทำโดยซื่อตรงมิได้มีเจตนาเปนทุจริต พระยาดัษกรปลาศจึงต้องกักขังอยู่ในโรงทหารปีเศษ จึงทรงพระกรุณาโปรดยกโทษพระราชทาน สำนวนคดีเรื่องนี้มีแจ้งอยู่ในหนังสือราชกิจจา นุเบกษา รัตนโกสินทรศก ๑๒๒ นั้นแล้ว เรื่องประวัติของพระยา ดัษกรปลาศที่เกี่ยวด้วยราชการหมดเพียงเท่านี้ แต่นั้นก็ไม่ได้รับ ราชการ ด้วยพระยาดัษกรปลาศอายุมาก รับราชการมากว่า ๓๐ ปี กำลังร่างกายก็ทุพลภาพ ได้พระราชทานเบี้ยบำนาญ รักษาตัวอยู่ ในกรุงเทพ ฯ บ้าง ออกไปศรีราชากับเจ้าพระยาสุรศักดิมนตรีบ้าง อิกหลายปี. พระยาดัษกรปลาศได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ เปน บำเหน็จความชอบพิเศษหลายคราว คือ เมื่อปีกุญ พ. ศ. ๒๔๓๐ ได้พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ช้างเผือกชั้นที่ ๓ นิภาภรณ์ เปนบำเหน็จคราวคุมทหารไปรบฮ่อ คราวแรก เมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๓๕ ได้พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์มงกุฎสยามชั้นที่ ๒ จุลสุราภรณ์ เปนบำเหน็จที่รบฮ่อครั้งที่ ๒ ในเขตรเมืองหลวงพระบาง เมื่อปีวอก พ. ศ. ๒๔๓๙ ได้พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มราชการแผ่นดิน เปนบำเหน็จคราวรักษาราชการที่เมืองหลวงพระบางในรัตนโกสินทรศก ๑๑๒




(๑๐) เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๔๔๑ ได้พระราชทานเหรียญปราบฮ่อ มีเข็มติด ๒ เข็ม นอกจากนี้ได้พระราชทานเหรียญจักรมาลา ด้วยรับ ราชการทหารมานาน แลเหรียญการพระราชพิธีต่าง ๆ ตามบันดาศักดิ์ ถึงปีมะเสง พ.ศ. ๒๔๖๐พระยาดัษกรปลาศป่วยเปนโรคปอดบวม ถึงอนิจกรรมเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม คำนวณอายุได้ ๖๗ ปี




อธิบายเรื่องหนังสือพงษาวดารเมืองหลวงพระบาง


การเลือกเรื่องหนังสือพิมพ์แจกในงานศพพระยาดัษกรปลาศ ข้าพเจ้าได้ตั้งใจค้นหาเรื่องทางเมืองหลวงพระบาง ด้วยเห็นว่าจะสมกับประวัติของพระยาดัษกรปลาศยิ่งกว่าหนังสือเรื่องอื่น พเอิญในหอพระสมุด ฯ มีเรื่องพงษาวดารเมืองหลวงพระบาง ซึ่งข้าพเจ้าเข้าใจว่ายังไม่ได้เคยพิมพ์มาแต่ก่อน จึงได้เลือกให้พิมพ์เปนประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑๑ สำหรับแจกในงานศพพระยาดัษกรปลาศ หนังสือพงษาวดารเมืองหลวงพระบางฉบับนี้ ตามเนื้อเรื่องแสดงว่าเปนหนังสือแต่งถวายเมื่อในรัชกาลที่ ๕ แต่ใครจะเปนผู้แต่งหาทราบไม่ หอพระสมุด ฯ ได้ต้นฉบับมาจากอาลักษณฉบับ ๑ จากกระทรวงมหาดไทยฉบับ ๑ เรื่องข้างตอนต้นเห็นได้ว่าเก็บความจากพงษาวดารล้านช้าง ฉบับที่พิมพ์ในประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑ นั้นเอง ฉบับนั้นเปนภาษาชาวหลวงพระบาง ฉบับนี้เอามาแต่งเสียใหม่ ให้เปนภาษาชาวกรุงเทพ ฯ อ่านเข้าใจง่ายขึ้น แลแต่งเรื่องพงษาวดารเพิ่มเติมต่อลงมาจนสิ้นรัชกาลที่ ๔ แต่ความตอนต้นฉบับนี้ผู้แต่งแก้ไขศักราช



(๑๑) เลอะเทอะวิปลาศจากฉบับเดิมมาก ข้าพเจ้าได้พยายามสอบแก้เข้าหาฉบับเดิม ซึ่งเห็นว่าจะเปนหลักฐานถูกต้องหลายแห่ง แต่เวลาชำระน้อย เกรงจะสอบไม่ทั่วถึง ฤๅถูกต้องได้ทีเดียว หนังสือพงษาวดารทางนี้เรียกชื่อต่าง ๆ กันหลายอย่าง เรียกว่าพงษาวดารล้านช้างบ้าง พงษาวดารกรุงศรีสัตนาคนหุตบ้าง พงษาวดารเมืองหลวงพระบางบ้าง พงษาวดารเมืองเวียงจันท์บ้าง ชวนให้สงไสยความจริงนั้นดังนี้ คือ ที่เรียกว่ากรุงศรีสัตนาคนหุตก็ดี ฤาเมืองล้านช้างก็ดี ที่จริง เปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่เรียกว่าศรีสัตนาคนหุต เปนของผูกภาษาบาฬีขึ้นเรียกให้ไพเราะ คำว่า ล้านช้าง เปนภาษาที่ไทยเรียกกันมาแต่ก่อน แลคำว่าล้านช้างนั้น ตามที่เข้าใจกันโดยมาก ฤๅแม้ความ เข้าใจของพวกหลวงพระบางเองทุกวันนี้ว่า "ช้างสิบแสนตัว" จึงเขียนว่าล้านช้าง แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชวินิจฉัยว่า ที่จริงนั้น "ลานช้าง" หมายความว่าเปนทำเลช้าง คู่กับ ลานนา ซึ่งเรียกอาณาเขตรมณฑลภาคพายัพมาแต่โบราณ ซึ่งหมายความว่าเปนทำเลทำนา เพราะทางเมืองหลวงพระบางเปนที่ห้วยเขาป่าดง ทำนองจะเปนที่มีช้างมาก จึงเรียกว่าลานช้าง ส่วนเมืองเชียงราย เชียงใหม่ มีที่ราบสำหรับทำไร่นามาก จึงเรียกว่า ลานนา เปนคู่กัน เปนคำของพวกไทยที่อยู่ทางข้างเหนือเรียกแต่ดึกดำบรรพ์




(๑๒) กรุงศรีสัตนาคนหุต ฤาล้านช้าง เดิมตั้งราชธานีอยู่ที่เมือง เชียงคง เชียงทอง คือที่หลวงพระบางทุกวันนี้ จึงเรียกว่าเมืองหลวง (พึ่งเพิ่มนามพระบางต่อเข้าในชั้นหลัง) เปนราชธานีมาจนปีวอก พ.ศ. ๒๑๐๓ ตรงสมัยในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิครองกรุงศรีอยุทธยา พระไชยเชษฐาธิราชย้ายลงมาอยู่เมืองเวียงจันท์ ๆ จึงขึ้นชื่อเปนราชธานีมาแต่ครั้งนั้น แลจึงใช้ชื่อพระบางเติมท้ายนามเมืองหลวงขึ้น ด้วยพระบางยังคงอยู่ที่เมืองหลวงเดิม กรุงศรี สัตนาคนหุตยังรวมเปนอาณาเขตรอันเดียวกันทั้งเวียงจันท์ แลหลวงพระบางมาจนราวปีวอก พ.ศ. ๒๒๓๕ ตรงสมัยในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชาธิราช ครองกรุงศรีอยุทธยา พวกราชวงษ์กรุงศรีสัตนา คนหุตเกิดแตกกันเปน ๒ ก๊ก พระไชยองค์แว ได้อาณาเขตรข้าง ตอนใต้ ตั้งเมืองเวียงจันท์เปนราชธานี เจ้ากิงกิสสะ ได้อาณา เขตรข้าง ตอนเหนือ ตั้งเมืองหลวงเดิม คือเมืองหลวงพระบางเปนราชธานี ต่างใช้นามว่า กรุงศรีสัตนาคนหุตเหมือนกันทั้ง ๒ ฝ่าย เมื่อปราบปรามกันลงไม่ได้ จึงได้ตกลงแยกกันเปน ๒ อาณาเขตร แล จึงเกิดชื่อสำหรับเรียกให้แปลกกันว่า พระเจ้ากรุงจันทบุรีศรีสัตนา คนหุตล้านช้างร่มขาวฝ่าย ๑ พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้าง ร่มขาวหลวงพระบางฝ่าย ๑ แต่ผู้อื่นก็เรียกว่า เจ้าเมืองเวียงจันท์ แลเจ้าเมืองหลวงพระบางมาจนทำลายล้างเมืองเวียงจันท์เสีย เมื่อเจ้าอนุเปนขบถในรัชกาลที่ ๓ จึงเหลือแต่หลวงพระบางเมืองเดียวอยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้




(๑๓) เรื่องพงษาวดารที่พิมพ์ในสมุดเล่มนี้ ข้างตอนต้นที่จริงเปน พงษาวดารกรุงศรีสัตนาคนหุต ฤๅลานช้างรวมกันมาจนน่า ๓๕ จึงแยกไปเปน พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง เพราะเหตุที่มีเจ้าเวียงจันท์ขึ้นต่างหากอิกก๊ก ๑ อาณาเขตรแยกกันดังกล่าวมาแล้ว ข้าพเจ้าขออนุโมทนากุศลบุญราษีทักษิณานุปทา ซึ่งนายใหญ่โรหิตเสถียร ได้บำเพ็ญในการปลงศพสนองคุณ นายพันเอก พระยาดัษกรปลาศ ( ทองอยู่ โรหิตเสถียร ) ผู้บิดา ด้วยความกตัญญูกตเวที แลได้พิมพ์หนังสือเรื่องนี้ให้แพร่หลาย เชื่อว่าท่านทั้งหลายผู้ที่ได้อ่านสมุดเล่มนี้ จะพอใจแลอนุโมทนาด้วยทั่วกัน



สภานายก หอพระสมุดวชิรญาณ วันที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๒







สารบาน


ขุนบรมราชา สร้างเมืองแถน น่า ๑

ลำดับกระษัตริย์ เมืองล้านช้าง " ๓

ขุนยักษ์ฟ้าต้องเนรเทศ " ๕

ขุนยักษ์ฟ้ากลับมาตีเมืองล้านช้าง " ๘

ท้าวเถียมคำยอรับอาสาตีเมืองพวนได้ " ๙

ขุนยักษ์ฟ้าได้เมืองล้านช้าง " ๑๐

แผ่นดินท้าวฟ้างุ้ม " ๑๑

ท้าวฟ้างุ้มตีหัวเมืองเวียงจันท์ " ๑๑

พระยาอินทปัตห้ามท้าวฟ้างุ้มไม่ให้เบียดเบียนหัวเมืองต่าง ๆ " ๑๓

แผ่นดินพระเจ้าสามแสนไทไตรภูวนาธิปัติ " ๑๕

แผ่นดินพระยาไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้ว " ๑๗

ทัพญวนตีเมืองล้านช้าง " ๑๘

แผ่นดินท้าวแท่งคำ " ๑๙

แผ่นดินท้าวหล้าน้ำแสนไทไตรภูวนารถ " ๒๐

แผ่นดินท้าวชมภูราชกุมาร " ๒๐

แผ่นดินพระยาวิชุณราชธิปัติ " ๒๐

แผ่นดินพระยาโพธิสาระมหาธรรมิกราชาธิราช " ๒๑

พระไชยเชษฐาธิราชไปครองเชียงใหม่ " ๒๓

พระไชยเชษฐาไปครองเมืองล้านช้าง " ๒๔

พระเจ้าหงษาวดีตีเมืองเชียงใหม่ได้ " ๒๖

พระเจ้าหงษาวดีตีเมืองเวียงจันท์ " ๒๗


แผ่นดินพระมังคละโพธิสาระราชาประเทศ น่า ๒๘

พระเจัาหงษาวดีตีเมืองเวียงจันท์ ครั้งที่ ๒ " ๒๘

ชายคนหนึ่งสำแดงตนว่าเปนพระไชยเชษฐาธิราชมาตีเวียงจันท์ " ๒๘

พระเจ้าหงษาวดีให้พระยาแสนสุรินทร์ขว้างฟ้ามาครองเมืองเวียงจันท์ " ๒๙

แผ่นดินพระยานครน้อย " ๒๙

แผ่นดินพระหน่อแก้ว " ๓๐

แผ่นดินพระธรรมิกราชกุมาร " ๓๐

แผ่นดินพระอุปยุวราช ลูกพระธรรมิกราช " ๓๑

แผ่นดินพระบัณฑิตโพธิสาร " ๓๑

แผ่นดินพระหม่อมแก้ว " ๓๑

แผ่นดินพระอุปยุวราช ลูกพระหม่อมแก้ว " ๓๑

แผ่นดินเจ้าตอนคำ " ๓๑

แผ่นดินพระยาสุริยวงษาธรรมิกบรมบพิตร " ๓๒

ฮ่อหัวขาวตีเมืองแฉวนหวีฟ้าสิบสองปันนาลื้อ " ๓๓

เจ้านันทราชเมืองนครพนมมาตีเมืองเวียงจันท์ " ๓๓

แผ่นดินพระเจ้ากิงกิศราช แยกอาณาเขตรกรุงศรีสัตนาคนหุต เปนเวียงจันท์แลหลวงพระบาง " ๓๕

แผ่นดินสมเด็จพระบรมเชษฐขัติยสุริยพระราชวงษามหาไชยจักรพรรดิ " ๓๖

แผ่นดินเจ้าอินทโสม " ๓๗


สมเด็จพระบรมเชษฐขัติยฯ หนีไปบวชแล้วได้ครองราชสมบัติ เมืองเชียงใหม่ น่า ๓๘

เกิดขบถที่เมืองหลวงพระบาง " ๔๐

ทัพญวนมาตีเมืองหลวงพระบาง " ๔๐

แผ่นดินเจ้าอินทวงษากุมาร แลยกสมบัติถวายเจ้าโชติกะกุมาร " ๔๑

เมืองเวียงจันท์ขอทัพเมืองหงษาวดีมาตีเมืองหลวงพระบาง " ๔๑

เจ้าสุริยวงษาหนีพม่ามาตั้งอยู่เมืองแถง " ๔๒

เจ้าสุริยวงษายกทัพมาเอาเมืองหลวงพระบาง " ๔๒

แผ่นดินเจ้าสุริยวงษา " ๔๓

เจ้าสุริยวงษาไปตีเมืองล้านช้างเวียงจันท์ " ๔๓

กรุงศรีสัตนาคนหุตกับกรุงธนบุรีเปนไมตรีกัน " ๔๔

พระเจ้าล้านช้างเวียงจันท์ตีเมืองดอนมดแดง " ๔๕

กรุงธนบุรียกทัพไปสมทบเมืองหลวงพระบางตีล้านช้างเวียงจันท์ " ๔๖

แผ่นดินพระเจ้าล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง " ๔๖

พระเจ้าล้านช้างเวียงจันท์ยกไปตีหลวงพระบาง " ๔๖

เมืองหลวงพระบางเกิดลางร้ายต่าง ๆ " ๔๘

เจ้าปักกิ่งทูลขอโทษพระเจ้าร่มขาวต่อกรุงเทพฯ " ๔๙

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าราชวงษ์มังธาตุราชเปนเจ้าอุปราช " ๕๑

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลยโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าอุปราชมังธาตุราชเปนเจ้าเมืองหลวงพระบาง " ๕๑


เจ้ามหาน้อยเจ้ามหาวังเมืองแฉวนหวีฟ้าเกิดวิวาทรบกัน น่า ๕๒

ฟ้าผ่าหอรบเจ้าอุปราชแลเกิดไฟไหม้เมืองเชียงรุ้ง " ๕๓

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ โปรดให้คุมตัว เจ้าอุปราชสุมาจำคุกไว้กรุงเทพฯ " ๕๓

เจ้ามหาวังเมืองแฉวนหวีฟ้ามาตีหลวงพระบาง " ๕๔

เจ้าพระยาธรรมาไปตีเมืองพวนแลเมืองแถง " ๕๔

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ โปรดให้เจ้าอุ่นแก้วไปอยู่รักษาเมืองหลวงพระบาง " ๕๕

เมืองหืบ เมืองด่อย เมือดวน คิดขบถต่อเมืองหลวงพระบาง " ๕๕

เจ้าอุปราชอภัยกับเจ้าราชวงษ์เสิมวิวาทกัน " ๕๕

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าราชวงษ์เสิมเปนเจ้าเมืองหลวงพระบาง " ๕๖

เกิดนิมิตรประหลาดที่เมืองหลวงพระบาง " ๕๖

เจ้าเมืองหลวงพระบางให้คุมตัวเจ้าอภัยสุริยวงษามาถวาย ณกรุงเทพ ฯ " ๕๗

เจ้าหน่อคำเจ้ามหาไชยตีเมืองเชียงรุ้ง " ๕๘

เจ้าเมืองหลวงพระบางแต่งดอกไม้ทองเงินลงมาทูลเกล้า ฯ ถวายณกรุงเทพ ฯ " ๕๘

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ตั้ง เจ้าราชวงษ์จันท์เปนเจ้าเมืองหลวงพระบาง " ๕๙

กรมหลวงวงษาธิราชสนิท เสด็จขึ้นไปตีเมืองเชียงรุ้ง " ๕๙


เมืองหลวงพระบางเมืองน่านมีบอกมากรุงเทพ ฯ ว่า พม่าจะมาตีหลวงพระบางแลเชียงใหม่ น่า ๖๐

พระยาสีหราชเดโชไชย พระยาราชวรานุกูลยกทัพขึ้นไป รักษาเมืองหลวงพระบาง " ๖๐

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าอุปราชเมืองเชียงรุ้งเปนเจ้ามหาอุปราชา แล้วโปรดให้ส่งขึ้นไปถึงเมืองเชียงรุ้ง " ๖๑

เจ้ามหาอุปราชากับเจ้ามหาไชยวิวาทรบกัน " ๖๒

นายยงบุตรมหาไชยตีเมืองอ่าย " ๖๓

เจ้าเมืองหลวงพระบางแต่งต้นไม้ทองเงินลงมาทูลเกล้า ฯ ถวายณกรุงเทพฯ " ๖๓

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เจ้าเมือง หลวงพระบาง เปนพระจันทรเทพประภาคุณ " ๖๔








พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง


? ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานดำเนินเรื่องต้นราชพงษาวดารโดยลำดับโบราราชกระษัตริย์ ซึ่งครองราชสมบัติสืบ ๆ กันมา ในมลาวประเทศเมืองชวา คือกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว หลวงพระบาง แลเมืองเวียงจันทบุรี แต่โดยสังเขป



เดิมยังมีพระมหากระษัตริย์องค์ ๑ ทรงพระนามชื่อว่าขุนบรมราชา ลงมาแต่เมืองแถน มาสร้างเมืองแถนเปนพระนครใหญ่ ขุนบรมราชามีพระมเหษี ๒ องค์ องค์ที่ ๑ ชื่อนางเอตแคง ที่ ๒ ชื่อนางยมภาลา นางเอตแคงนั้นมีพระราชบุตร ๓ องค์ องค์ที่ ๑ ทรงพระนามชื่อขุนลอ ที่ ๒ ชื่อท้าวลุกกรม ที่ ๓ ชื่อท้าวเจตเจื้อง นางยมภาลามีพระราชบุตร ๔ องค์ ผู้ที่ ๑ ทรงพระนามชื่อท้าวยีผาล้าน ผู้ที่ ๒ ชื่อท้าวไชยพงษ์ ผู้ที่ ๓ ชื่อท้าวสามจุสง ผู้ที่ ๔ ชื่อท้าวอัวอิน


? ขุนบรมราชามีพระราชบุตร ๗ องค์ดังนี้ แล้วมีช้างงาเกี้ยวงากอดช้าง ๑ ( คืองาไขว้) ครั้นช้างตัวนั้นถึงแก่กรรม ขุนบรมราชาจึงเอางาช้างตัวนั้นมาตัดเปน ๗ ท่อน ท่อนที่ ๑ เอาประทานให้ขุนลอ ท่อนที่ ๒ ระทานให้ท้าวยีผาล้าน ท่อนที่ ๓ ประทานให้ท้าวไชยพงษ์ ท่อนที่ ๔ ประทานให้ท้าวสามจุสง ท่อนที่ ๕ ประทานให้ท้าวอัวอิน ท่อนที่ ๖ ประทานให้ท้าวลุกกรม ท่อนที่ ๗ ประทานให้



  













IP6 รองผู้การการไฟฟ้าจังหวัดเลย

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ไว้ยากรณ์

แจ้งประกาศข่าวสาร

พันตำรวจโทวิศิษฎ์ ทองโม้ หรือ สุนทรวัฒน์ สวป แห่งชาติ ตชด ค่ายสกุลวงค์ กอง23